วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Video Conference
          วิดีโอมีลักษณะการส่งสัญญาณภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียง สัญญาณภาพที่ส่งมีลักษณะเป็น เฟรม (หนึ่งเฟรมเท่ากับหนึ่งภาพ) ในวินาทีหนึ่งต้องทำให้ได้ มากกว่า 17 เฟรม จึงจะเห็นเป็นภาพต่อเนื่อง ระบบโทรทัศน์ในประเทศไทยส่ง 25 เฟรมต่อวินาที ส่วนระบบ NTSC ที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา ส่ง 30 เฟรมต่อวินาที



หัวใจในการทำงานของระบบ Video Conference คือ Codec เป็นคำย่อมาจาก Code และ Decode คือ การเข้ารหัสและการถอดรหัสจากข้อมูลภาพที่มีจำนวนเส้น 625 เส้น 25 เฟรมต่อวินาที (กรณีสัญญาณ PAL ) เมื่อแปลงเป็นสัญญาณดิจิตอลแล้วจะต้องเปลี่ยนกลับเป็น Pixel หรือจุดสี ตามมาตรฐาน CCITT H.261 ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญที่กำหนดในเรื่องการเข้ารหัส กำหนดจำนวนเส้นใช้เพียง 288 เส้น แต่ละ เส้นมีความละเอียด 352 pixel นั่นหมายถึงจะมีความละเอียดเท่ากับ 352×288 pixel เรียกฟอร์แมต การแสดงผลนี้ว่า Common Intermediate format และยังยอมให้ใช้ความละเอียดแบบหนึ่งในสี่ คือลดจำนวนเส้นเหลือ 144 เส้น และ pixel หรือ 176 pixel ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของจอภาพ ถ้าใช้จอภาพขนาดเล็ก จำนวน pixel ก็ลดลงไปได้ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่มีการรับส่งข้อมูลเป็นแพ็กเก็ต การส่งวิดีโอผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ย่อมเป็นไปได้ แต่เนื่องจากการส่งแพ็กเก็ตไอพีเป็นแบบดาต้าแกรม ดังนั้นจึงไม่รับรองช่วงระยะเวลาการเดินทางของข้อมูล เทคนิคการใช้วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จึงต้องมีการสร้างบัฟเฟอร์และแก้ปัญหาที่แต่ละแพ็กเก็ตมายังปลายทางไม่พร้อมกัน เรียกปัญหานี้ว่า jitter

การใช้งานตามวัตถุประสงค์
ในปัจจุบัน สำนักคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาการใช้งานระบบ
Video Conferencing โดยแบ่งตามวัตถุประสงค์ออกเป็น 3 ประเภท คือ
- การใช้ระบบ
Video Conferencing
สำหรับการประชุมข้ามวิทยาเขต ข้ามหน่วยงาน
- การใช้ระบบ
Video Conferencing สำหรับการเรียนการสอนทางไกล (Distance Learning)

- การใช้ระบบ
Video Conferencing สำหรับการสอบวิทยานิพนธ์ข้ามประเทศ
นอกจากนี้ระบบ
Video Conferencing
ยังมีคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ อีก อาทิTransfer File รับ-ส่ง แฟ้มข้อมูลเช่น MS Word หรือ MS Excel เป็นต้น
โต้ตอบ ด้วยการเขียนผ่าน
White Board
ของโปรแกรม
เปิด
Share desktop เพื่อดู Presentation ได้พร้อม ๆ กัน


ประวัติความเป็นมา
มหาวิทยาลัยมหิดลได้มอบหมายให้สำนักคอมพิวเตอร์พัฒนาระบบ
Video Conferencing ขึ้นครั้งแรกในปีงบประมาณ 2545 มีวัตถุประสงค์เบื้องต้นเพื่อสนับสนุนการประชุมถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียงข้ามวิทยาเขต /ข้ามหน่วยงานของมหาวิทยาลัย หลังจากนั้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2546 เป็นต้นมา จึงได้พัฒนาระบบต่อเนื่องเพื่อรองรับการปฏิบัติงานภายในมหาวิทยาลัยมหิดลที่หลากหลายขึ้น ได้แก่ การเรียนการสอนทางไกล (Distance Learning) และการสอบวิทยานิพนธ์ข้ามประเทศ
ลักษณะการใช้ประโยชน์
ระบบ
Video Conferencing ทำให้การประชุมข้ามวิทยาเขต/ ข้ามหน่วยงาน การเรียนการสอนทางไกล (Distance Learning) และการสอบวิทยานิพนธ์ข้ามประเทศ ซึ่งอยู่ต่างสถานที่กันในหลายจุด มีการดำเนินกิจกรรมที่เสมือนอยู่ในห้องเดียวกันในลักษณะ Real Time Interactive ทำให้ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนงานการเรียนการสอน งานพัฒนาทางด้านวิชาการ ตลอดจนการบริหารงานของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางด้าน ICT ของมหาวิทยาลัย ที่ถึงพร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบทั้งเครือข่ายสื่อสาร ระบบเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อมูลข่าวสาร และบุคลากรด้าน ICT
ปัจจุบันสำนักคอมพิวเตอร์ได้ติดตั้งระบบ
Video Conferencing แล้วในทุกวิทยาเขต รวม 39 จุด และมีแผนที่จะติดตั้งเพิ่มเติมตามความต้องการของหน่วยงานต่างๆ เพื่อสนับสนุนงานการเรียนการสอน การวิจัย การบริหาร และบริการ ให้มีสะดวกรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


อุปกรณ์ที่ใช้ในการประชุม Video Conference
อุปกรณ์เชื่อมต่อระบบ
video conferencing ติดตั้งสำหรับห้องประชุมหลัก มีความเร็วสูงสุด 2 Mbps H.323/2 Mbps SIP/512 kbps H.320/2.3 Mbps total MultiSiteสามารถเชื่อมต่อวิดีโอได้ 4 จุดและระบบเสียง 3 จุด พร้อมระบบ MultiSite ในตัว เชื่อมต่อกับโน้ตบุ๊คนำเสนอผลงานได้ง่าย ๆ มีระบบเสียงคุณภาพระดับ CD Stereo

โปรแกรมที่ใช้
โปรแกรม
Polycom PVX
โปรแกรม
Video Conferencing แบบ peer to peer ที่สามารถปรับเปลี่ยน แบรนวิดท์ ในการconnect ได้ตั้งแต่ 64 k- 1920k จึงทำให้การติดต่อสื่อสารมีความหลากหลายและเหมาะสมกับสถานที่นั้นๆ และมีการติดต่อสื่อสารแบบ H.323, SIP, และ ISDN สามารถแชร์หน้าจอเดสท็อปร่วมกันได้ (ใช้ได้เฉพาะกับ PolycomPVX ด้วยกันเท่านั้น) รวมทั้งมีการจัดเก็บรายชื่อคู่สนทนาไว้อย่างเป็นหมวดหมู่่ใน Directory จึงทำให้สามารถติดต่อคู่สนทนาได้สะดวกรวดเร็ว

โปรแกรม AcuCONFERENCE
โปรแกรม
AcuCONFERENCE เป็นโปรแกรมแบบ Web Conference มีขั้นตอนการใช้งานที่ง่ายและประหยัดเวลา ใช้งานผ่าน web browser ทุกห้องที่เข้าร่วมประชุมจะต้องล็อกอิน (Log in) เข้าโปรแกรม AcuCONFERENCE จากอีเมล์ที่แจ้งนัดการประชุมก่อนจึงจะสามารถประชุมร่วมกันได้ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์หรือ Notebook ที่ใช้นั้นควรติดตั้งกล้อง ไมโครโฟน และลำโพงเพื่อช่วยเพิ่มระดับเสียงในการสนทนา ระยะแรกสามารถติดต่อใช้งานได้ 5 จุดพร้อมกัน สามารถแชร์โปรแกรมและหน้าเดสท็อป (Desktop) ได้ สามารถบันทึกเนื้อหาการประชุมได้ในรูปแบบของไฟล์วิดีโอ

โปรแกรม Skype
คือโปรแกรมที่ใช้โทรฟรีระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์และสนทนาแบบเห็นภาพสดๆ ผ่านกล้อง
webcam ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งมีจุดเด่นด้านคุณภาพเสียง เนื่องจากการเชื่อมต่อของ Skype นั้นเป็นแบบ P2P หรือแบบจุดต่อจุดโดยไม่ต้องผ่านเซิร์ฟเวอร์ และสามารถโทรหาผู้คนได้ทั่วโลก (มีค่าใช้จ่ายตามเรตประเทศ) และยังซัพพอร์ตระบบ Windows, Mac OS X, Linux ,Pocket PCs เป็นต้น


ที่มา http://hatairat156.wordpress.com
วันที่โพสต์ 19 กุมภาพันธ์ 2556

4 ความคิดเห็น:

  1. Video Conference ช่วยให้การติดต่อสื่อสารง่ายขึ้น เเม้จะอยู่ไกลเเต่ก็ยังสามารถประชุมกันได้

    ตอบลบ
  2. Video Conference ช่วยในเรื่องการสือสารเป็นอย่างมาก สะดวกสะบายต่อทางไกล

    ตอบลบ
  3. เป็นบทความที่ดีมากเลยค่ะ เป็นการสื่อสารทางไกลได้ดีมาก ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายได้ดีที่เดียวค่ะ

    ตอบลบ
  4. เป็นบทความที่ดีมากค่ะเป็นการแนะนำ Video Conference ในด้านการใช้งาน ประวัติความเป็นมาให้ผู้ที่เข้ามาอ่านมีความรุ้เพิ่มเติมมากขึ้นค่ะ

    ตอบลบ